วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 อันดับ ประเทศที่เลี้ยงน้องหมามากที่สุดในโลกในปี 2013

10 อันดับ ประเทศที่เลี้ยงน้องหมามากที่สุดในโลกในปี 2013
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว Dogilike.com (ด็อกไอไลค์ดอทคอม) ได้พูดถึงการจัดอันดับประเทศที่เลี้ยงน้องหมาไว้ที่บทความ
10 อันดับประเทศที่เลี้ยงน้องหมามากที่สุดในโลก โดยหนึ่งในนั้นมีประเทศไทยติดอันดับกับเขาด้วย
โดยในปีนี้พริกจะมาอัพเดทการจัดอันดับประเทศที่เลี้ยงน้องหมามากที่สุดในโลกซึ่งมีที่มาจากเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ Global Post
ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการนำมาเผยแพร่ต่อๆ ไปยังสำนักข่าวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ The Times Sherald
หนังสือพิมพ์ Denver Post และหนังสือพิมพ์ Sentinel and Enterprise ประเทศสหรัฐอเมริกา
มาดูกันค่ะว่าเกือบ 2 ปีที่ผ่านมามีประเทศใดติดอันดับกันบ้าง แล้วประเทศไทยจะยังติดอันดับอยู่หรือไม่ค่ะ
เครดิต : http://www.bloggang.com/
แหล่งที่มา :

10. ประเทศไทย - 6.9 ล้านตัว

หลังจากก่อนหน้านี้ประเทศไทยคว้าอันดับ 9 มาครอง ด้วยจำนวนประชากรน้องหมาประมาณ 7 ล้านกว่าตัว แต่ในช่วงเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาจำนวนประชากรน้องหมาลดลงมาเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลการนโยบายการทำหมันของกรมปศุสัตว์ที่ทำให้ผู้เลือกทำหมันน้องหมากันมากขึ้น ส่วนอีกสาเหตุอาจเป็นเพราะประชาชนย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองกันมากขึ้น อาศัยอยู่ในคอนโด อพาร์ตเม้นท์ ซึ่งไม่อนุญาตให้มีสัตว์เลี้ยงนั่นเองค่ะ

9. ประเทศโปแลนด์ - 7.52 ล้านตัว

โปแลนด์ประเทศซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย มีประวัติศาสตร์ทางการเมือง การทหารที่เข้มข้น ได้กระเถิบขึ้นมาอยู่อันดับที่ 9 แซงหน้าพี่ไทยไปอย่างฉิวเฉียด น่าสนใจตรงที่โปแลนด์เป็นประแถบที่อยู่ทางยุโรปตะวันออก เช่นเดียวกับประเทศโรมาเนีย ซึ่งขณะนี้อัตราการเกิดน้องหมาเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ โดยเฉพาะในเมืองหลวง ประเทศโรมาเนียมีสุนัขจรจัดถึง 64,000 ตัว ยังไม่นับการขยายจำนวนของน้องหมาที่ประชาชนเลี้ยงอีกนะคะ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการร่างกฎหมายทำการุณยฆาตสุนัขเร่ร่อน น่าสงสารมากๆ เลยค่ะ

8. ประเทศอิตาลี - 7.6 ล้านตัว

อิตาลีถิ่นนักรบโบราณ และ ศิลปินซึ่งมีความผูกพันกับน้องหมามาหลายร้อยปี มีภาพวาดเก่าแก่มากมายที่มีรูปน้องหมาปรากฏกายอยู่ไม่ว่าจะเป็นราชนิกุล นักรบ พ่อค้า ชาวไร่ชาวนา ไม่เว้นแม้แต่จิตรกร น้องหมาในประเทศอิตาลีจึงเป็นทั้งเพื่อนร่วมชีวิต เพื่อนร่วมงาน และเป็นทรัพย์สินประดับกาย ประชาชนเลือกที่จะอยู่เป็นโสด เลี้ยงน้องหมามากกว่ามีครอบครัว จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการเพิ่มจำนวนน้องหมามากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศอิตาลีค่ะ

7. ประเทศฝรั่งเศส - 8.1 ล้านตัว

ครองอันดับที่ 7 อีกสมัยนะคะสำหรับประเทศฝรั่งเศสเมืองน้ำหอม แฟชั่นล้ำสมัย ถึงแม้จำนวนของหมาจะลดลงบ้างเล็กน้อยแต่ก็แทบจะไม่ต่างกับปีก่อนๆ ยังคงอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านตัว ถือได้ว่าป็นประเทศมีสถิติความสม่ำเสมอมากที่สุดประเทศหนึ่งเลยล่ะค่ะ

6. ประเทศแอฟริกาใต้ - 9.1 ล้านตัว

จากอันดับ 10 ขึ้นมาเกือบครึ่งทางของประชากรน้องหมาที่มีคนเลี้ยงในประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีจำนวนน้องหมาเพิ่มมากขึ้นกว่า 2 ล้านตัว ซึ่งเหตุผลในการเพิ่มประชากรของประเทศแอฟริกาใต้ก็มีหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรเพิ่มขึ้น หลายพื้นที่ในเขตชนบทอาจยังไม่มีความรู้ในการคุมการกำเนิด ของน้องหมามากพอ นอกจากนี้ยังมีการโยกย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ของชาวตะวันตก โดยเฉพาะคนอังกฤษเพิ่มมากขึ้น แล้วแน่นอนค่ะว่า คนชาติอังกฤษที่เข้ามาได้นำค่านิยม การเลี้ยงน้องหมาเข้ามาในประเทศนี้ให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

5. ประเทศรัสเซีย - 9.6 ล้านตัว

ถึงแม้อันดับของประชากรน้องหมาที่ประเทศรัสเซียเลี้ยงจะขึ้นมาอีกอันดับ แต่กลับผกผันกับจำนวนประชากรน้องหมาที่ลดลงกว่า 2 ล้านตัว อย่างไรก็ตาม จำนวนน้องหมาเร่ร่อนและ น้องหมาที่ถูกทอดทิ้งกลับมีจำนวนมากสามารถพบเห็นได้รถรางไฟฟ้า รถประจำทาง รถไฟใต้ดินซึ่งน้องหมาเรร่อนแสนฉลาด แฝงกายเข้าไปอิงอาศัยหลบหนาว โชคดีที่คนรัสเซียเห็นใจน้องหมา มีเมตตา ไม่ทำร้ายพวกเขาค่ะ

4. ประเทศญี่ปุ่น- 9.65 ล้านตัว

ประเทศผู้นำแฟชั่นน้องหมาแห่งเอเชียอย่างญี่ปุ่นก็ไม่น้อยหน้าใครขึ้นอันดับจากที่ 5 มาเป็นอันดับที่ 4 แต่หากเปรียบเทียบจำนวนประชากรน้องหมากลับน้อยลงกว่าเดิมถึงเกือบ 3,000,000 ตัว ปัจจัยส่วนใหญ่ ที่ทำให้จำนวนลดลงสามารถมาจากที่อยู่อาศัยมีพื้นที่จำกัดมากขึ้นในเมือง ค่าครองชีพในการเลี้ยงน้องหมา ความรับผิดชอบ มาตรฐานคุณภาพการเลี้ยงน้องหมาค่อนข้างสูง รวมไปถึงนโยบายการคุมกำเนิดน้องหมาค่ะ

3. ประเทศจีน- 22.9 ล้านตัว

ยังคงอันดับที่ 3 เช่นเดิมค่ะ สำหรับประเทศจีน แต่ประชากรน้องหมาลดลงไปกว่า 4 ล้านตัว ไม่แน่ใจว่าหายไปเพราะเทศกาลกินน้องหมาในช่วงเกือบๆ 2 ปีหรือเปล่า หรือมีการส่งออกให้แก่ประเทศใกล้เคียงอย่างประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งไม่ค่อยจะมีน้องหมาจรจัด หรือการเลี้ยงน้องหมาสักเท่าไหร่ นอกจากนี้ทางประเทศจีนมีกฏหมายที่หนักหน่วง ข้อห้ามที่เข้มงวดสำหรับคนที่เลี้ยงน้องหมา ถ้าผิดกฏน้องหมาอาจถูกสังหารได้ ดังนั้นการจะตัดสินใจเลี้ยงน้องหมาสักตัวต้องคิดนานขึ้นเลยล่ะค่ะ

2. ประเทศบราซิล - 30.1 ล้านตัว

ประเทศบราซิลยังคงรั้งอันดับเดิมไว้ได้ แม้จะมีประชากรน้องหมาที่เลี้ยงในประเทศลดลงไปบ้างประมาณ 1 ล้านตัว ก็ตาม ประเทศบราซิลเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ประชากรมีจำนวนมาก ผู้คนอารมณ์ดี วัฒนธรรมหลากหลายจึงไม่น่าแปลกใจค่ะ ที่คนบราซิลจะชอบเลี้ยงน้องหมา ก็พวกเขาเป็นเหมือนดั่งสีสันของชีวิต ช่วยให้ชีวิตมีกิจกรรมทำไม่น่าเบื่อหน่าย สนุกสนานมีชีวิตชีวาค่ะ

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา- 61.1 ล้านตัว

ถูกต้องแล้วค่ะ ที่ 1 ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่ยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก สหรัฐอเมริกานั่นเอง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเป็นผู้นำแฟชั่นการเลี้ยงน้องหมา การฝึกน้องหมาแบบครบวงจร คนอเมริกันให้เกียรติน้องหมามากเทียบเท่ากับสมาชิกหนึ่งในครอบครัว ซึ่งเทรนการเลี้ยงนี้เองที่ส่งผลให้ธุรกิจการเลี้ยงน้องหมาเจริญเติบโตขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นค่านิยมการเลี้ยงให้กับอีกหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยค่ะ
**หมายเหตุ

ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

10 อันดับแนะนำ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

10 อันดับสัตว์ที่ทำงานหนักที่สุดในโลก บางครั้งที่เรา

10 อันดับสัตว์ที่ทำงานหนักที่สุดในโลก
บางครั้งที่เรามองไปที่สัตว์โลกชนิดต่าง ๆ แล้วก็มักจะคิดว่า เกิดเป็นตัวพรรค์นั้นมันดีจังเลยน้า ไม่ต้องทำงาน
ไม่ต้องคิด ไม่ต้องเครียดเรื่องอะไรมากมาย แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วเหล่าสัตว์โลกก็มีงานของมันเหมือนกัน
แถมสัตว์บางชนิดก็ทำงานหนักกว่ามนุษย์หลายเท่า และบางชนิดก็ถึงขั้นทำงานตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคยหยุดหย่อนเลยก็มี เรามาดูกันว่าสัตว์ที่ต้องทำงานหนักที่สุดในโลกมีอะไรกันบ้าง
เครดิต : http://www.bloggang.com/
แหล่งที่มา :

10. ปลาคาราซินสะบัดหาง (Characin Fish)

อยู่แถบลุ่มน้ำอะเมซอน พวกมันไม่วางไข่ในน้ำ เพราะมีสัตว์อื่นคอยจะกินไข่ของมันอยู่มากมาย มันจึงกระโดดขึ้นไปวางไข่ตามใบไม้เหนือผิวน้ำ โดยปลาตัวผู้และตัวเมียจะกระโดดขึ้นไปพร้อมกัน เอาตัวไปแปะที่ใบไม้ โดยตัวผู้จะผสมพันธุ์และตัวเมียก็จะวางไข่บนใบไม้ ทำอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ จนมีไข่ประมาณ 50 ฟอง จากนั้นตัวผู้จะต้องคอยวิดน้ำขึ้นไปที่ไข่ซึ่งอยู่บนใบไม้ เพื่อไม่ให้ไข่แห้ง เพราะถ้าไข่แห้งลูกปลาก็จะตาย มันต้องสะบัดหางเพื่อวิดน้ำนาทีละ 1 ครั้ง กว่าไข่จะโตเต็มที่ตัวผู้ก็ได้สะบัดหางไปมากกว่า 6,000 ครั้ง ซึ่งก็ประมาณ 4 วัน ติดต่อกันโดยไม่ได้หยุดพัก

9. เพนกวินจักรพรรดิ (Emperor Penguin)

อยู่แอนตาร์กติก ตัวผู้ต้องเฝ้าไข่บนอุ้งเท้าอย่างทะนุถนอมเป็นเวลาอย่างน้อย 7 สัปดาห์ มันต้องระมัดระวังเป็นอย่างดี เพราะถ้าหากไข่ร่วงลงบนพื้นน้ำแข็ง ไข่จะเย็นจนแข็งภายใน 2 นาที และลูกของมันก็จะตาย เพนกวินจักรพรรดิจึงถือว่าเป็นสัตว์ที่ต้องทำงานในสภาพที่โหดร้ายที่สุดในโลก มันต้องอยู่โดยไม่ต้องกินอาหารตลอดสามเดือน รอตัวเมียกลับมาที่ฝูง ทำให้มันเสียน้ำหนักตัวไปถึง 45%

8. นกบาวเวอร์ หรือ นกสร้างซุ้ม (Bower Bird)

อยู่ในป่าร้อนชื้นของออสเตรเลีย มันใช้เวลา 6 เดือนในช่วงกลางวันสร้างซุ้มจากฟาง ซึ่งซุ้มที่ว่านี้ไม่ใช่รัง แต่เป็นเหมือนบ้านของชายโสดที่มันภาคภูมิใจและวุ่นวายสร้างสรรค์เป็นอย่างดี เพราะมันจะใช้ซุ้มที่สร้างจากฟางนี้ดึงดูดความสนใจจากเพศเมีย พวกมันเป็นศิลปินโดยธรรมชาติ ซุ้มของมันจะถูกตกแต่งอย่างดี ทั้งใหญ่ และคงทน วัสดุที่นำมาใช้ก็ไม่ใช่แค่ฟาง แต่เป็นอะไรก็ตามที่มันชอบ นกบาวเวอร์แต่ละสายพันธุ์ก็มีความชอบในสีสันที่แตกต่างกันออกไป และบางสายพันธุ์ก็รู้จักระบายสีซุ้มของมันด้วยวัสดุธรรมชาติ ถ้าซุ้มของมันน่าสนใจพอ ในเวลา 6 เดือน มันอาจมีโอกาสผสมพันธุ์กับเพศเมียถึง 50 ตัว แต่มันก็เหมือนคนบ้างานที่ไม่มีเวลาสร้างครอบครัว เพราะตัวเมียจะต้องสร้างรัง และเลี้ยงลูกเองตามลำพัง

7. สุนัขล่าเนื้อแอฟริกา (African Hunting Dog)

พวกมันเคลื่อนที่และเดินทางตลอดเวลาเพื่อหาเหยื่อ ไม่เคยอยู่ที่ไหนนานเกิน 1 วัน มันทำงานเป็นทีม และผลัดกันล่า พวกมันวิ่งด้วยความเร็วเกือบ 2 เท่าของมนุษย์ได้เป็นเวลานานครั้งละเป็นชั่วโมง การล่าของพวกมันประสบผลสำเร็จประมาณ 60% (ซึ่งมากกว่าสิงโตที่การล่าแต่ละครั้งมีโอกาสสำเร็จเพียง 30%) มันจึงถือเป็นนักล่าที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก ตัวเมียออกลูกได้ถึงคอกละ 20 ตัว แน่นอนว่าผู้เป็นแม่ของมันคงหาเลี้ยงไม่ไหว พวกลูกสุนัขจึงมีวิธีการหากินโดยการไล่เลียปากของสุนัขล่าเนื้อผู้ใหญ่ ซึ่งจะทำให้มันอาเจียนอาหารออกมา

6. สิงโตเพศเมีย (Female Lion)

ไม่เพียงแต่ต้องล่าเหยื่อ แต่มันต้องเลี้ยงดูลูก ๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นงานที่หนักเพราะลูกสิงโตต้องกินอาหารถึงวันละ 15 มื้อ มันต้องวุ่นวายอยู่กับการล่าเพราะปริมาณน้ำนมของมันขึ้นอยู่กับจำนวนเหยื่อที่มันจับได้ด้วย พวกสิงโตสาว ๆ จึงชอบทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะล้มเหยื่อตัวใหญ่ ๆ ให้ได้ แต่เหยื่อยิ่งตัวใหญ่ ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูง แต่ถ้าเกิดเหตุร้ายกับแม่สิงโตตัวใด ลูกกำพร้าก็จะถูกนำไปเลี้ยงโดยพี่น้องของแม่ของมัน ส่วนสิงโตตัวผู้มีหน้าที่แค่เดินตรวจตราดูแลรอบ ๆ อาณาบริเวณเพื่อให้มั่นใจว่าลูก ๆ ของมันจะปลอดภัยจากสัตว์ล่าเนื้อตัวอื่น ๆ

5. บีเวอร์ (Beaver)

หนูตัวใหญ่และทำงานหนักที่สุดในอเมริกา พวกมันล้มต้นไม้ลงโดยเฉลี่ยปีละ 216 ต้น เพียงครอบครัวเดียวก็ตัดซุงได้มากกว่า 1 ตันต่อปี มันสามารถเปลี่ยนธารน้ำให้กลายเป็นบึงภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์ พวกมันจะสร้างเขื่อนที่ยาวและแข็งแรง โดยปกติเขื่อนของมันจะยาวประมาณ 150 ฟุต แต่เขื่อนที่ยาวที่สุดที่ถูกบันทึกไว้อยู่ที่อเมริกาเหนือ ยาวมากกว่า 1,000 ฟุต บีเวอร์ทำงานหนักตลอดเวลา ถึงแม้จะสร้างเขื่อนเสร็จแล้วมันก็ยังต้องคอยซ่อมแซมเสมอ เขื่อนของบีเวอร์ช่วยป้องกันมันจากสัตว์กินเนื้อตัวใหญ่ ๆ เช่น หมี และ เสือภูเขา เพราะมันจะสร้างกระท่อมอยู่กลางน้ำ เป็นกระท่อมที่มีทางเข้าออกอยู่ใต้น้ำ มันทำงานและสะสมอาหารตลอดฤดูใบไม้ร่วง พวกมันจึงไม่ต้องจำศีล เพราะในกระท่อมของมันมีอาหารสะสมอยู่มากมาย เพียงพอสำหรับฤดูหนาว

4. นกเมกะโป (Megapo Bird : แปลว่า นกเท้าใหญ่)

อยู่ในป่าเขตร้อนของทวีปออสเตรเลียและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มันทำงาน 11 เดือนในหนึ่งปี พวกตัวผู้ใช้กรงเล็บคุ้ยเนินดินขนาดใหญ่ ขนย้ายดินหนักกว่า 100 ปอนด์ทุกวัน เพื่อสร้างรังใต้ความร้อนของพื้น พวกมันต้องการอุณภูมิที่พอเหมาะสำหรับฟักไข่ พวกมันใช้จงอยปากในการวัดอุณหภูมิ ให้อุณหภูมิอยู่ราว 91 องศาฟาเรนไฮ ถ้ากองดินร้อนเกินไปมันจะเอาดินออกเพื่อระบายลม แต่ถ้าเย็นเกินไปพวกมันจะฝังไข่ลึกลงไปอีก กองดินของพวกมันวัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้มากกว่า 50 ฟุต และหนักมากกว่า 50 ตัน หลังจาก 49 วันใต้ดิน ลูกนกก็จะหาทางขึ้นมาเหนือกองดินเอง พวกมันพร้อมที่จะดูแลตัวเอง และพ่อนกไม่ต้องห่วงเรื่องการดูแลลูก ๆ แต่เมกะโปก็ยังคงต้องรักษาเนินดินไว้เพื่อความพร้อมสำหรับการผสมพันธุ์ในฤดูหน้าด้วย

3. ปลาแรสส์ (The Cleaner Wrasse)

อยู่ตามแนวหินโสโครกทั่วโลก เป็นนักทำความสะอาด รับทำความสะอาดทั่วตัวปลาอื่น ๆ มันทำงานเฉพาะตอนกลางวัน แต่ทำทุกวัน ทำทั้งปี ไม่มีวันหยุด มันไม่ได้ทำงานฟรี เพราะมันกินสัตว์เล็ก ๆ น่ารำคาญบนปลาตัวอื่น ในแต่ละวันเจ้านักทำความสะอาดแรสส์จะได้กินปรสิตมากกว่าพันตัว ถือเป็นการถ้อยทีถ้อยอาศัย แม้แต่ปลาที่ดุร้ายก็ไม่กินปลาแรสส์ เพราะต้องการทำความสะอาดตัวเอง มันแทบไม่เคยถูกปลาที่มาใช้บริการกินเลย แต่ถ้ามันรู้สึกถึงอันตราย มันก็จะสั่นครีบหางเพื่อเตือนว่า “ชั้นมาทำความสะอาดให้นะ” แต่เมื่อพระอาทิตย์ตก พวกมันก็จะเลิกทำงานและเข้านอน

2. มดตัดใบไม้ (Leaf Cutting Ant)

มันใช้เวลาทุกชั่วโมงของทุกวันผลิตอาหาร พวกมันแบ่งงานกันทำ มดงานที่มีจำนวนมากที่สุดมีหน้าที่เก็บใบไม้ โดยการกัดและตัดใบไม้แล้วขนกลับรัง พวกมันสามารถทำให้ต้นไม้ใบโกร๋นได้ภายในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว แต่พวกมันกินใบไม้พวกนั้นทันทีไม่ได้ เพราะระบบย่อยอาหารของมันย่อยใยอาหารจากพืชไม่ได้ มันต้องส่งต่อไปทำการแปรรูปก่อน โดยมดอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามดงาน พวกมันจะเคี้ยวใบไม้ผสมกับน้ำลายและมูลของมด จากนั้นจะถูกเก็บรวบรวมโดยมดชาวสวนซึ่งคอยดูแลอาหารเหล่านั้น ไม่นานจะมีเชื้อราขึ้นมาบนใบไม้ที่เคี้ยวแล้ว และราก็คืออาหารของมดทั้งอาณาจักร สุดท้ายมดที่ตัวเล็กที่สุด เรียกมดผู้ดูแล จะเก็บเกี่ยวเชื้อราที่ได้ไปแจกจ่ายทั่วอาณาจักรมด ถึงพวกมันจะดูเหมือนทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่จากการศึกษาก็พบว่าพวกมันยังมีการผลัดเวรบ้าง มันก็เลยได้อยู่ในอันดับที่ 2

1. ผึ้ง (Bee)

มันทำงานตั้งแต่นาทีแรกที่เกิดมา และทำงานทั้งวันทั้งคืน ทำงานตลอดเวลา ทำงานตลอดชีวิตจนกว่ามันจะตาย แม้แต่ผึ้งนางพญาที่ดูเหมือนจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีก็ยังต้องทำงานตลอดเวลา นั่นคือการวางไข่ทุก ๆ นาที ซึ่งเป็นไข่มากกว่าปีละ 200,000 ฟอง มันจะทำอย่างนั้นอยู่ประมาณ 5 ปีก่อนที่มันจะตาย และผึ้งงานที่ออกจากไข่มาก็เริ่มงานของมันทันทีโดยการทำความสะอาดรอบ ๆ รวงผึ้ง จากนั้น 2-3 วัน ผึ้งงานจะผลิตไขจากตอนล่างของส่วนท้องเพื่อใช้สร้างหรือซ่อมแซมรัง อีกระยะหลังจากนั้นมันจะต้องเฝ้ารัง ป้องกันศัตรู และผลิตน้ำผึ้ง สุดท้ายเมื่ออายุราว 3 สัปดาห์ ผึ้งงานจะต้องบินออกไปหาน้ำหวาน มันต้องทำงานทุกอย่างภายใน 35 วัน ก่อนที่มันจะตาย และพวกมันไม่มีวันเกษียรอายุ ในการทำน้ำผึ้ง 1 ปอนด์ ผึ้งจะต้องไปแวะที่ดอกไม้มากกว่า 2 ล้านดอก เมื่อรวมระยะทางเข้าด้วยกัน ผึ้งได้บินไปกลับมากกว่า 10 ล้านเที่ยว เป็นระยะทางมากกว่า 5 หมื่นไมค์ เท่ากับระยะทางรอบโลก 2 รอบ เลยทีเดียว
**หมายเหตุ

ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

10 อันดับ หนังสือที่ไม่มีอยู่บนโลกนี้จะดีซะกว่า!

10 อันดับ หนังสือที่ไม่มีอยู่บนโลกนี้จะดีซะกว่า!
เคยมีการรวบรวมรายการ "หนังสือที่ไม่น่าจะมีบนโลก" โดยได้รวบรวมรายการหนังสือที่คิดว่า "มันเป็นหนังสือเลวที่สุด" ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ มีอิทธิพลต่อโลกมากกว่าที่คิด แม้หลายคนบอกให้มองด้วยใจเป็นกลางและอ่านหนังสือพวกนี้ดู แต่กระนั้นมันก็อดไม่ได้ว่าหนังสือนั้นได้ทำให้หลายคนบนโลกเข้าใจผิด ก่อให้เกิดลัทธิ ก่อให้เกิดความคิดชาติพันธ์ที่ผิดเพี้ยนและก่อให้เกิดสิ่งไม่ดีไม่งาม จริงหรือ?? และนี้คือ 10 อันดับหนังสือที่ไม่มีอยู่บนโลกนี้จะดีซะกว่า!
เครดิต :
แหล่งที่มา :

10. Malleus Maleficarum

เริ่มด้วยอันดับ 10 ของทีมงาน toptenthailand เป็นหนังสือแต่งโดย ไฮน์ริช เครมเมอร์ (Heinrich Kramer) และ จาคอบ สเปรนเกอร์ (Jacob Sprenger), 1486 หนังสือ มาเลอัส มาเลฟิคารัม (The Malleus Maleficarum) เป็นหนังสือที่มีอยู่จริงในยุคกลางและมีอิทธพลต่อยุโรปจริงๆ เพราะมันคือคู่มือล่าแม่มด โดยไฮน์ริช เครมเมอร์และจาคอบ สเปรนเกอร์ นั้นเป็น ผู้พิพากษาที่สนองพระโองการสำนักพระสันตะปาปา (Papal Bull) ประกาศ สำเร็จโทษพวกพ่อมด แม่มด หมอผีทั้งหลายอย่างรุนแรง ทั้งคู่เป็นเป็นชาวโดมินิกัน โดย บาทหลวงไฮน์ริช เครมเมอร์ เป็นอดีตเจ้าหน้าที่สอบสวนจากแคว้นไทรอล (อยู่ระหว่างออสเตรีย ตะวันตกและทางเหนือของอิตาลี) และจาคอบ สเปรนเกอร์(ทางเหนือของสวิสเซอร์แลนด์บนฝั่งแม่น้ำไรน์) ทั้งสองยังได้ร่วมกันแต่หนังสือชื่อ Malleus Maleficarum แปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือ Hammer of Witches คู่มือสำหรับการล่าแม่มด จุตัวอักษรประมาณ 250,000 คำ เผยแพร่ระหว่างปี 1874-14669 และนานถึงสองศตวรรษที่พวกกระหายเลือดแม่มดในประเทศต่างๆ เจริญรอยตามวิธีการน่าขยะแขยงในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งบอกวิธีจับ พิสูจน์ไต่สวน และเข่นฆ่าแม่มดต่างๆนานา ทำให้เกิดวิธีการทรมานต่างๆ นาๆ เช่น ตอก เล็บ ตามด้วยบีบขมับ เข้าเครื่องยืดแขนขา ถ้าหากยังปากแข็งก็เอาไปบีบอัดขา เอาเหล็กแดงๆจิ้มตามตัว สุดท้ายก็คือวิธี "แสตปตาโด" เอาร่างเปลือยของผู้สงสัยขึ้นแขวนโยงกับรอก และถ่วงน้ำหนักที่เท้า ดึงห้อยแขวนไว้จนกว่าจะยอมสารภาพ เนื้อหา ในเล่มเป็นการพูดถึงบทลงโทษทั้งชาย และ หญิง ไม่จำกัดแค่สตรีเพศ หรือ แม่มด เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับคำพิพากษา ในบันทึกได้แสดงไว้ว่าพิพากษาผู้หญิงเพียงแค่แปดคน แต่คนกลับใช้มันอ้างอิงลงโทษคนบริสุทธิ์นับล้าน

9. Coming of Age in Samoa

อันดับ 9 ของทีมงาน toptenthailand น่าแปลกตรงที่ว่าหนังสือนี้จะติดอันดับกับเขาด้วย เพราะว่ามาร์กาเรท มีด (Margaret Mead 1901 - 1978) เป็นนักจิตวิทยาที่ทำคุณประโยชน์ต่อโลกคนหนึ่ง สนใจศึกษาองค์ประกอบด้านจิตวิทยา ในระบบวัฒนธรรม ที่มีผลต่อโดยผลงานชื่อ Coming of Age in samoa พิมพ์เผยแพร่ในปี ค. ศ.1928 นั้นเธอได้ทำ การวิจัยด้วยการไปอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเกาะซามัวในช่วงเวลาหนึ่ง และเน้นศึกษาความสัมพันธ์ของสมาชิกของสังคมนั้นในเรื่องแบบแผนการอบรมเลี้ยง ดูเด็ก เช่น ฝึกการขับถ่าย การให้อาหาร และการรักษาความสะอาด ตลอดจนการอบรมสั่งสอนทางวัฒนธรรม ทำให้เธอสรุปได้ว่าแต่ละชนเผ่ามีวัฒนธรรมต่างกัน และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้แต่ละเผ่ามีลักษณะ เนื่องจากการอบรมไม่เหมือนกัน ส่วนสาเหตุที่หนังสือนี้ติดอันดับเขาบอกว่าทำให้เกิดกับสับสนและความปรารถนา เรื่องเพศ เนื่องจากเรื่องราวของมีดนั้นหลายฝ่ายบอกว่าเธอได้แต่งเติมเรื่องราวเกิน ความเป็นจริง และเนื้อหาขัดต่อวัฒนธรรมในสังคมโลกตะวันตก

8. The Prince

อันดับ 8 ของทีมงาน toptenthailand นิคโคโล่ มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli)เป็นบิดาแห่งรัฐศาสตร์สมัยใหม่ (ส่วน สมัยเก่าคืออาริสโตเติ้ล) และเป็นนักคิดคนสำคัญของทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เรียกว่าสัจนิยม ในบรรดานักคิดทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญๆ มีบุคคลหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดและอุดมการณ์ของนักการเมืองในทุกยุค ทุกสมัย ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้ง "นักคิดที่ไร้ศีลธรรม" และบางทีก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น "นักคิดที่กล้าหาญ" เพราะว่าเขาพูดความจริงที่ไม่เคยมีใครในโลกเคยพูด เพราะเขาพูดถึงธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ในทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งบุคคลนั้นก็คือ Niccolo Machiavelli เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ The Prince เผย แพร่ในปี 1532 ซึ่งได้เสนอแนวความคิดในทางการเมืองแบบใหม่ กำกึ่งระหว่างประโยชน์และโทษ เนื่องจากผู้นำทรราชหลายๆ คนบนโลกแห่งความจริงได้ยึดเนื้อหาหนังสือเรื่องนี้มาเป็นบรรทัดฐานในการ ปกครองประเทศ เช่น มุสโสลินี ฮิตเลอร์ สตาลินหรือเหมา เจ๋อ ตง ล้วนแต่ดำเนินตามทฤษฎีของเขาทั้งนั้น

7. Mein Kampf

อันดับ 7 ของทีมงาน toptenthailand “ไมน์คัมพฟ์ (Mein Kampf) หรือ My Strugle เป็นหนังสือที่มีความหนากว่า 560 หน้า แปลไทยว่า “การต่อสู้ของข้าพเจ้า” เป็นหนังสือของบุคคลโลกไม่ลืมอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์(Adolf Hitler) ผู้นำสูงสุดของเยอรมนีในช่วงปี 1933-1945 และเป็นผู้รับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 6 ล้านคน เขา เขียนหนังสือขึ้นจำหน่ายในปี 1925 ในช่วงที่เขากำลังตกอับ(ก่อนที่ฮิตเลอร์จะนำพรรคนาซีก้าวขึ้นมามีอำนาจและบทบาททางการเมืองสูงสุดในปี 1933) โดนจำคุกลันดิสแบร์กอัมเลช เ ขาได้ถ่ายทอดประวัติชีวิตของตัวเอง อุดมการณ์ทางการเมือง แนวคิด นโยบายพรรคของนาซี แนวความคิดลัทธิฟาสซิสต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์ชาติครั้งใหญ่ที่สุด นั้นคือ มหาสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเนื้อหานี้แสดงให้เห็นความจงเกลียดจงชังชาวยิว การโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ โดยแบ่งเป็น บรรพ 2 บรรพ บรรพแรกเล่าประวัติชีวิตตัวเอง บ้านของข้าพเจ้า, การศึกษาและการต่อสู้ในเวียนนา,แนวทัศนทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะที่ ข้าพเจ้าอยู่ในเวียนนา, สงครามโลก, คณะพรรคกรรมกร(ก่อนเปลี่ยนมาเป็นนาซี) , ชาติและเชื้อชาติ และบรรพที่สองเน้นเรื่องการเมือง ลักษณะแนวคิดของฮิตเลอร์ โดนเน้นผู้ที่แข็งแรงย่อมจะเป็นคนที่แข็งแรงที่สุดเมื่ออยู่แต่ลำพัง

6. The Pivot of Civilization

อันดับ 6 ของทีมงาน toptenthailand มาร์กาเรต แซงเงอร์ เราไม่ค่อยรู้เรื่องราวของเธอมากนัก เพราะไม่มีเว็บภาษาไทยพูดถึงเธอสักเท่าไหร่ นอกจากจะมีรางวัลการวางแผนครอบครัวระดับโลกที่ใช้ชื่อของเธอเป็นชื่อของ รางวัล จากการดูในเว็บวีพีมีเดียพบว่าเธอเป็นนักจิตวิทยาและเป็นผู้ออกแนวคิดการคุม กำเนิดสมัยใหม่ และก่อตั้งคลินิกการวางแผนครอบครัว แม้ว่า มาร์กาเรต แซงเงอร์ จะมีผลงานเรื่องการวางแผนครอบครัว จนถึงขั้นระดับโลก ต่อหนังสือชื่อ The Pivot of Civilization วาง จำหน่ายในปี 1922 แสดงให้ถึงการปรับปรุงลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ให้ดีขึ้นโดยใช้ทฤษฏีของ เธอ(การควบคุมเชื้อชาติของมนุษย์โดยการเลือกผสมพันธุ์) และเชื้อชาติบริสุทธิ์(และทฤษฏีนี้ฮิตเลอร์ชอบใจมาก เลยเอาทฤษฏีของเธอไปใช้เพื่อให้ได้อารยันสายเลือดบริสุทธิ์ โดยมีหลักฐานปรากฏในหนังสือ Mein Kampf) เธอสนับสนุนการทำแท้งว่าสมควรให้ถูกกฎหมาย นอกจากนั้นเธอกล่าวว่าคนที่ด้อยต่างๆ ทางสรีระและสติปัญญา สมควรถูกฆ่าเพื่อให้เชื้อชาติที่เหนือกว่า ด้วยเหตุนี้ทำให้หนังสือเธอติดอันดับ 6 หนังสือที่ไม่ควรมีบนโลกไปไม่ยาก

5. Democracy and Education

อันดับ 5 ของทีมงาน toptenthailand หากใครจะถามการศึกษาไทยว่า “ใครเป็นคนต้นคิดการศึกษาแบบเรียนรู้เองวะ!! คนไทยโง่ขึ้นทุกวันเพราะการศึกษานี้แหละ!!” คำตอบก็น่าจะมีชื่อ จอห์น ดิวอี้ รวมอยู่ด้วย จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) เป็นนักปรัชญาและนักการศึกษาซึ่งมีชื่อเสียง ที่พยายามชี้ให้เห็นว่าการศึกษาแบบเก่า (Traditional) หรือแบบอนุรักษ์ (Conservative) มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรและการศึกษาแบบก้าวหน้า (Progressive) มีลักษณะเด่นอย่างไรบ้างในหนังสือเรื่อง Democracy and Education (1916) จอห์น ดิวอี้ ว่าโรงเรียนควรสร้างบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบสังคม สร้างสมประสบการณ์ และเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่จะพัฒนาสังคมมนุษย์ ดูๆไปก็เหมือนจะไม่ใช่หนังสือที่เลวร้ายอะไร แต่ทำไมหนังสือเล่มนี้จึงติดอันดับหนังสือที่ไม่มีในโลก ก็อย่างที่บอกดิวอี้เสนอให้การศึกษาต้องมีประชาธิปไตย ซึ่งมุมมองนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากในการศึกษาของสังคมอเมริกันโดยเฉพาะโรงเรียนรัฐ ส่งผลให้เยาวชนแทบทั้งอเมริกามีการศึกษาตกต่ำลงจนถึงปัจจุบัน จนกระทั้งต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่มาเป็นหลักสูตรของนิวซีแลนด์ในที่สุด

4. Baby and Childcare

อันดับ 4 ของทีมงาน toptenthailand หนังสือผลงานของ Benjamin Spock นี้ เป็นทั้งเพื่อนและที่ปรึกษาในสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 และได้รับความนิยมติดอันดับหนังสือขายดีเรื่อยมา โดยหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงการเลี้ยงเด็กแบบผสมผสาน แนะนำให้คุณแม่ใช้สัญชาตญาณและความรู้ทางการแพทย์ ที่เล่มนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ การพัฒนาการแต่ละวัย อาหารและการเลี้ยงดู พร้อมคำตอบของสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันที่คุณแม่ทั้งหลาย ต้องพบเจอไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่แค่ไหน หนังสือคำตอบนี้มีตั้งแต่ปัญหาตอนเป็นทารกจนไปถึงลูกโตถึงมหาลัยทีเดียว แต่ทำไมหนังสือเล่มนี้จึงติดอันดับหนังสือที่ไม่มีในโลก ทั้งๆ ที่มันมันวางแผงในไทยในชื่อ “คัมภีร์เลี้ยงลูก” และขายดี ก็เนื่องจากมีการศึกษาสถิตครับว่าเด็กทารกส่วนใหญ่เกิดการเสียชีวิตเพราะคำ แนะนำที่ดีของหนังสือเล่มนี้ โดยในปี 1990 มีการสนับสนุนเป็นเอกฉันท์พบว่าคำแนะนำของหนังสือนี้เกิดจริงส่งผลให้เด็ก เสียชีวิตด้วยโรคหอบ เนื่องจากหนังสือสนับสนุนวิธีเลี้ยงลูกแบบ Raaing (กระตือรือร้นที่จะเริ่มทำบางสิ่ง) ถ้าเกิดใครมีลูกไม่เชื่อว่าวิธีการของคนเขียนจะทำให้เด็กตายได้ละก็ลองทำตามหนังสือเล่มนี้ดู แล้วอย่าลืมมาบอกผลให้ toptenthailand รู้ด้วยหล่ะ !!

3. The Protocols of the Elders of Zion

อันดับ 3 ของทีมงาน toptenthailand นี้คือต้นกำเนิดการฆ่าล้างยิวของฮิตเลอร์อย่างแท้จริง The Protocols of the Elders of Zion หรือ บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน เป็นหนังสือ(เอกสาร)ปลุกระดมทำให้ผู้คนเกลียดชาวยิว น่าแปลกมากคือหนังสือเล่มนี้ไม่ระบุคนเขียน เนื้อหาได้เขียนขึ้นมาโดยมีเจตนาในการตำหนิความเลวร้ายของยิว ในความพยายามครอบครองโลก และเรียกบรรดาผู้นำทางปัญญา เจ้าของความคิดชั้วร้ายว่า “ปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” โดยอ้างถึงชาวยิวมีความคิดจะครอบครองโลก โดยสมาคมลับของชาวยิว ว่าด้วยแผนการครองโลกขององค์กรเครือข่ายชาวยิวที่ "เซอร์เกย์ อเล็กซานโดรวิช ไนลัส” ส่งผลให้ชาวยุโรปเข้าใจชาวยิวแบบผิดๆ หนังสือ เล่มนี้ยังเป็นเครื่องมือของฮิตเลอร์ในการทำให้เกิดความเกลียดชังของชาวยิวในเยอรมนีและมีการเผยแพร่หนังสือหลังจากการปฏิวัติรัสเซียเพื่อก่อกรรมทำเข็นและความรุนแรงต่อชาวยิว (โดยอ้างว่าสมาคมลับชาวยิวอยู่เบื้องหลัง) ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ยังคงถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ในหลายประเทศตะวันออกกลางเพื่อหาแนวร่วมเป็นศัตรูทางการเมืองของอิสราเอล

2. The Manifesto of the Communist Party

อันดับ 2 ของทีมงาน toptenthailand แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (Manifesto of the communist party) เขียนโดย คาร์ล มาร์คซ์(Karl Marx) และ เฟรเดอริค เองเกิลส์(Friedrich Engels) ในปี 1848 ต้นกำเนิดของงานนี้เริ่มเมื่อ เองเกิลส์ เสนอว่าควรมีการเขียนหนังสือสั้นๆ เพื่อตอบคำถามว่า “ชาวคอมมิวนิสต์คิดอย่างไรเกี่ยวกับสภาพสังคมปัจจุบัน?” Manifesto of the communist party เป็น หนังสือการเมืองเล่มหนึ่งที่มีอิทธิพลสูงต่อประวัติศาสตร์โลก จัดพิมพ์ครั้งแรกในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 (พ.ศ. 2390) เนื้อหาสาระเป็นการวางเป้าหมายของสหพันธ์และแผนดำเนินการ กับทั้งยังได้แถลงนโยบายในการดำเนินกิจกรรมเพื่อการปฏิวัติของชนกรรมาชีพ อันที่จะโค่นล้มระบบทุนนิยมและสร้างสังคมที่ปราศจากชนชั้น กล่าวถึงข้อเสียของทุนนิยมที่ทำลายความอบอุ่นของชีวิตไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ส่วนใหญ่ได้ และเน้นจุดยืนที่ชาวสังคมนิยม (หรือชาวคอมมิวนิสต์) ควรนำมาใช้ในการต่อสู้ และความสำคัญของการสร้างพรรคของกรรมาชีพเพื่อบรรลุผลสำเร็จ The Manifesto of the Communist Party ได้รับการเสนอชื่อ “หนังสืออันตรายที่สุดอันดับ 1 เท่าที่โลกเคยมีมา” ปัจจุบันหนังสือ แถลงการณ์ฯ เป็นหนังสือประกาศนโยบายของชาวมาร์คซิสต์ทั่วโลก และถึงแม้ว่าเวลาได้ผ่านไป 150 กว่าปีหลังจากที่หนังสือแรกออกมา แต่หนังสือนี้ยังถูกตีพิมพ์ในภาษาต่างๆของมนุษย์อย่างทั่วถึงมากกว่าหนังสืออื่นใดในโลก

1. Darwin’s Black Box

และนี้คืออันดับ 1 ของทีมงาน toptenthailand คุณเคยเข้าบอร์ดที่พูดเกี่ยวกับศาสนาหรือเปล่าครับ ความจริงเรื่องศาสนานี้ไม่ควรนำมาลงพูดในกระทู้ในเว็บเลยนะครับ โดยเฉพาะ เรื่องศาสนากับวิทยาสตร์นี้มันเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายไม่ยอมให้เข้ากันเลย หากเราเอาเรื่องศาสนามาอธิบายเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์นี้รับลองมีแต่เรื่องทะเลาะกันไม่รู้จบ และประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาโลกแตกเลย และมักชอบหยิบยกให้ทะเลาะกัน คือทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วินCharles Darwin แม้ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ดาร์วิน อยู่มาร้อยห้าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ รวมทั้งที่อเมริกา ที่คนส่วนใหญ่ที่เคร่งศาสนาและไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อทฤษฎีนี้ ชาร์ล ดาร์วิน ได้กล่าวด้วยตัวเขาเองว่า “ ทฤษฎีของข้าพเจ้านั้นไม่ใช่ข้อมูลหรือข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ แต่มันเป็นเพียงความเชื่อหรือความคิดส่วนตัวของข้าพเจ้าเท่านั้น” หนังสือเรื่อง Darwin Blackbox ปัจจุบันได้ถูกหักล้างแล้วด้วยงานวิจัยที่สนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่พิสูจน์ด้วยหลักฐานใหม่ๆอยู่เสมอ แต่กระนั้นหนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่แสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์และศาสนานั้นไม่สมควรจะคู่กันกันได้ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการถกเถียงจากองค์กรวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจนกลายเป็นข้อพิพากษาในชุมนุมนักวิทยาศาสตร์
**หมายเหตุ

ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

10 อันดับไอเท็มBreakfastสุดเจ๋ง

10 อันดับไอเท็มBreakfastสุดเจ๋ง
เบื่อไหมกับการทาน Breakfast แบบเดิมๆ กับอุปกรณ์แบบเดิมๆ ทีมงาน toptenthailand เชื่อว่าแฟนๆ ต้องเบื่อแน่ๆ เราเลยขอเสนอ
เครดิต :
แหล่งที่มา :

10. Brownie Maker

อันดับที่ 10 ได้แก่ Brownie Maker แฟนๆ toptenthailand เคยไหมอยากจะทำบราวนี่ซักชิ้น เตาอบก็ไม่มี วุ่นวายมาก บลาๆ หมดปัญหาเมื่อมี้เจ้า "Brownie Maker" เพียงแค่นำส่วนผสมใส่ลงไป ปิดฝา เสียบไฟ ก็ตีพุงรอกินได้เลยครับ

9. Smiley face coffee mugs

อันดับที่ 9 ได้แก่ Smiley face coffee mugs เคยเบื่อไหมกับถ้วยกาแฟ หรือ ชา แบบเดิมๆ วันนี้เราขอเสนอ "Smiley face coffee mugs" ที่จะทำให้การดื่มของคุณเปลี่ยนไป ทันทีที่คุณวางมันลงบนจานรอง ก็เหมือนเจ้าถ้วยกำลังส่งยิ้มให้อย่างมีความสุข (มีให้แฟนๆ toptenthailand สะสมถึง 4 แบบ )

8. Cafe Lab

อันดับที่ 8 ได้แก่ Cafe Lab เจ้า Cafe Lab เหมาะทั้งการแต่งห้องเป็นฟอร์นิเจอร์ และก็ เหมาแก่การใช้งานด้วย ดูๆไปเหมือนเครื่องมือทำทางวิทยาศาสตร์เลยแหะ

7. Quick Breakfast Maker

อันดับที่ 7 ได้แก่ Quick Breakfast Maker แฟนๆ toptenthailand ท่านใดชอบตื่นสาย แถมตื่นมายังต้องเดินทำอาหารเช้าไปๆมาๆอีกด้วย เราขอแนะนำเจ้า Quick Breakfast Maker เลยเครื่องเดียวจบไม่ต้องเดินไปๆมาๆอีกแล้ว

6. Calf and Half

อันดับที่ 6 ได้แก่ Calf and Half เจ้าแก้วนี้จะไม่พิเศษอะไรเท่าไหร่หรอก หากไม่ใส่น้ำลงไป (เห็นไม่ชัดว่างั้นเถอะ) หากเราใส่นม(จะได้เข้า concept ) จะเห็นว่าแก้วมี 2 ชั้น ชั้นในเป็นรูปทรงนมวัว เก๋ไก๋มากมาย

5. Ferrari Coffee Maker

อันดับที่ 5 ได้แก่ Ferrari Coffee Maker ดูๆไปแล้วเจ้านี้ไม่ได้มีอะไรแปลกไปกว่าเครื่องทำการแฟทั่วไปหรอกครับแต่เพราะมันคือ "Ferrari" ทำให้หนุ่มๆยากที่จะต้านทาน ม้าลำพอง ได้ (แค่ที่ชงกาแฟก็เอาฟะ)

4. Bacon Maker Alarm Clock

อันดับที่ 4 ได้แก่ Bacon Maker Alarm Clock เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่ชอบ "เบคอน" ด้วยกลิ่น หอมหวล น่าลิ้มลอง (พูดแล้วทีมงาน toptenthailand แอบน้ำลายไหล) เจ้า Bacon Maker Alarm Clock จะปล่อยกลิ่นหอมๆของเบคอน ปลุกเราจากนิทรา (ต้องเอาเบคอนไปใส่ด้วยนะอย่าลืม) แค่นีื้แฟนๆ toptenthailand ก็จะตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่น(หิว) แล้วละครับ

3. Musical Coffee Machine

อันดับที่ 3 ได้แก่ Musical Coffee Machine การฟังเพลงและการดื่มกาแฟยามง่วงเหงาหาวนอนบางทีก็เป็นของคู่กันนะเออ ดังนั้นการเอาเจ้า2สิ่งนี้มารวมกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเจ้า Musical Coffee Machine ตัวนี้ รวมทั้ง Dock Music ที่สามารถเปลี่ยนมือถือสุดหล่อของคุณแฟนๆ toptenthailand ให้สามารถบรรเลงเพลงผ่านตัวมันได้นะซิ แถมยังเป

2. Traffic Cone Breakfast Set

อันดับที่ 2 ได้แก่ Traffic Cone Breakfast Set อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า เอะ!! ใครเอากรวยของพี่ๆตำรวจมาไว้ในบ้าน เพราะเจ้า Traffic Cone Breakfast Set นี้สามารถแยเป็นแก้วและถ้วยในขนาดต่างๆ ทั้งประดับทั้งใช้งานได้ ทีมงาน toptenthailand ขอแนะนำเลยยย

1. Breakfast Express

อันดับที่ 1 ได้แก่ Breakfast Express หลายๆคนตื่นเช้ามาก็เจอจานกลมๆเดิมๆ คงจะเบื่อละซิ ! เปลี่ยนสีสันด้วย Breakfast Express ขบวนรถไฟที่จะขนทั้ง ขนมปังปิ้ง ทั้งไข่ต้ม บลาๆ เต็มขบวน(ลาก)มาส่งถึงโต๊ะ ทีมงาน toptenthailand หลายๆคนอยากได้มาไว้ที่บ้านมาก เพราะทั้งน่ารักและใช้ประโยชน์จริงได้ด้วยนะเออ